ศูนย์รักษาไมเกรนโดยแพทย์เฉพาะทาง
อีกทางเลือกสำหรับการรักษาภาวะปวดศีรษะไมเกรน เพราะอาการโรคปวดไมเกรน เรื้อรังสร้างความทุกข์ทรมานและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การรักษา ไมเกรนด้วย “ABO” โดยแพทย์เฉพาะทางระบบสมองช่วยลดความรุนแรง และการใช้ยารับประทานได้มากกว่า 90% ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกาและไทยตั้งแต่ปี 2010

เกี่ยวกับเรา
BTX Migraine Center เราคือศูนย์รักษาไมเกรนและรักษาออฟฟิศซินโดรมด้วย ABO ก่อตั้งในปีพ.ศ 2562 ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการรักษาคนไข้โดยภายใต้แนวคิด และวิสัยทัศน์ของ นายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง มุ่งเน้นผลักดันให้ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนและปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจากอาการออฟฟิศซินโดรม ได้เข้าถึง การรักษาที่รวดเร็ว และสามารถปรึกษาคุณหมอได้โดยตรง
การรักษาไมเกรนด้วยการฉีด ABO เหมาะกับใคร
ผู้ที่ทรมานจากการปวดไมเกรน
และ ออฟฟิศซินโดรม
ผู้ที่ต้องรับประทานยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานาน
ผู้ที่ฉีดยาแก้ปวดเป็นประจำเพื่อระงับไมเกรน
ผู้ที่ต้องหยุดเรียนหรือลางานเพราะปวดไมเกรน
ผู้ที่มีผลข้างเคียงจากการกินยาแก้ปวดติดต่อกัน
ผู้ที่ทำการรักษาไมเกรนด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
ทำไมต้องรักษาไมเกรนด้วยการใช้ ABO
การรักษาไมเกรนด้วยการใช้ ABO กับเรานั้นมีประโยชน์ดังนี้:
- ได้ผลในระยะยาว ลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้นาน 4-6 เดือน
- ปวดหัวน้อยลง ลดความถี่และความรุนแรงของการปวดศีรษะมากกว่า 70%
- ผลข้างเคียงน้อยกว่าการกินยา ลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยามากกว่า 90%
- ลดปริมาณการกินยาแก้ปวด ลดการใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 90%
ราคาการรักษา
ค่าใช้จ่ายในการรักษาไมเกรนด้วย ABO กับเรานั้น เริ่มต้นที่ 9,900 บาท โดยจะฉีดยารักษาทุก 3-6 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์

ABO คืออะไร
ABO ใช้กันมานานในวงการแพทย์มากกว่า 30 ปี เป็นที่รู้จักกันในแง่ของการรักษาคนไข้ด้านความงาม ลดริ้วรอยและปรับรูปหน้าทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ในคนไข้จำนวนมากที่ทำการรักษาในโดสของความงามเพื่อรักษาริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ตีนกา กลับพบว่าทำให้อาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรังดีขึ้นด้วย
มีการศึกษาทดลองยืนยันว่าการฉีด ABO รักษาไมเกรนได้ผลจริง และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2010 การรักษาไมเกรนด้วยการฉีด ABO เป็นการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านสมอง เป็นที่รู้จักและใช้กันแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในประเทศไทย

นายแพทย์ ปริญญ์ บุญชัด
นายแพทย์ ปริญญ์ บุญชัด เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านสมองประจำอยู่ที่ศูนย์รักษาไมเกรน BTX Migraine Center โดยคุณหมอมีประวัติการทำงานและการศึกษาดังนี้:
- แพทย์ศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา
- สมาชิกสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย
- ประกาศนียบัตร Aesthetic dermatology มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- Certificate of MISKO/MISJU Hands-on workshop
- Certificate of Unlocking the code to facial Revitalization ,Allergan medical institute
- Certificate of New look in suture lifting (Hands on) , Mae Fah Luang University
- Certificate of Unlocking emotional beauty with the MD codes, Allergan medical institute
- Certificate of Attendance for attending ABO for Migraine and Headache Disorder
รีวิวคนไข้




บทความสาระความรู้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาไมเกรนด้วยโบท็อก
โบไมเกรนจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่มักเกิดการตึง เช่น รอบศีรษะ คอ และบ่า ซึ่งเป็นจุดกระตุ้นไมเกรน ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะได้
แพทย์จะฉีดในตำแหน่งเฉพาะ เช่น หน้าผาก ขมับ หลังศีรษะ คอ และบ่า รวมประมาณ 30–40 จุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและการประเมินของแพทย์แต่ละราย
ผลการรักษามักเริ่มเห็นภายใน 1–2 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 3–4 เดือน แนะนำให้ฉีดต่อเนื่องตามรอบที่แพทย์วางแผน เพื่อควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไปการฉีดจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย ใช้เวลาไม่นาน และมีความปลอดภัยสูง
สำหรับการรักษาไมเกรนด้วยการฉีดโบไมเกรนนั้นในต่างประเทศมีการรักษาด้วยวิธีการนี้มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีงานวิจัยรองรับ และผ่านการรับรองจาก US.FDA ตั้งแต่ปี 2010
ที่ Btx Migraine Center เราทำการรักษาโดยนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง และใช้เทคนิคมาตรฐานสากลสำหรับการรักษา เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด
การรักษาไมเกรนโดยการฉีดโบไมเกรนนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรัง ปวดบ่อยเกิน 15 วันต่อเดือน หรือผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำแต่ยังควบคุมอาการไม่ได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่ต้องการลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศัรษะไมเกรนอีกด้วย
โดยการรักษาที่ Btx Migraine Center นั้นนายแพทย์ปริญญ์ บุญชัด แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง จะประเมินอาการเป็นรายบุคคลเพื่อให้แนวทางการรักษาเหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคลที่สุด










